5 นิสัยของคนที่มี Resilince สูง

ถ้าเป็นเมื่อก่อน คนเก่งคือคนที่เรียนดี ประสบการณ์แน่น หรือมีทักษะเฉพาะทางที่ใครก็เลียนแบบยากใช่มั้ยล่ะคะ

ตัดภาพมาที่วันนี้ โลกหมุนไวเกินกว่าที่ความเก่งแบบเดิมจะการันตีอะไรได้เลยเนอะ เทคโนโลยีเปลี่ยนไว งานเก่าหายไป งานใหม่แทรกเข้ามา แถมการแข่งขันกับแรงกดดันก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ เลยด้วย

ในยุคนี้ ความรู้ยังสำคัญ... แต่สิ่งที่ “จำเป็น” ไม่แพ้กันเลยก็คือ Resilience หรือความสามารถในการยืดหยุ่น ฟื้นตัว และปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงนั่นเองค่ะ 

Resilience ไม่ใช่การ "สู้ไม่ถอย" หรือ "ห้ามร้องไห้"
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า คนที่มี Resilience คือคนที่เข้มแข็งตลอดเวลา เครียดไม่เป็น หรือห้ามเศร้าใช่มั้ย
จริง ๆ แล้ว Resilience ไม่ใช่การพยายามแข็งแกร่งจนห้ามมีบาดแผล แต่มันคือการยืดหยุ่นเหมือน ‘ต้นไผ่’ ที่ยอมเอนตามแรงลม เพื่อไม่ให้ตัวเองหักพัง แล้วพร้อมกลับมาตั้งหลักใหม่เมื่อพายุผ่านไปต่างหากล่ะคะ

  • Endurance (อดทน): คือการก้มหน้าฝืนทน เก็บความรู้สึกไว้ รับมือคนเดียวจนจิตใจหรือร่างกายเริ่มไม่ไหว
  • Resilience: คือการยอมรับว่า "ความเครียดหรือความเหนื่อยเป็นเรื่องธรรมดา" เมื่อไหร่ที่รู้ตัวว่าไม่ไหว ก็กล้าที่จะหยุดพัก ถอยมามองภาพกว้าง ขอความช่วยเหลือ แล้วค่อยหาวิธีลุยต่อ
Resilience ไม่ได้สอนให้ทนทุกอย่าง แต่สอนให้รับมือกับทุกอย่างอย่างมีสตินะคะ

ทำไมทักษะนี้ถึงสำคัญในโลกการทำงานยุคนี้?
โลกการทำงานตอนนี้เต็มไปด้วยเรื่องที่ไม่คาดคิด ทั้งเทคโนโลยีใหม่ การแข่งขันที่สูง หรือระบบภายในองค์กรที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลาเลยเนอะ
  • ถ้าขาด Resilience: เราจะมองความเปลี่ยนแปลงเป็น "อุปสรรค" สะสมความเครียด จนส่งผลเสียต่อทั้งผลงานและสุขภาพจิตได้เลยนะคะ
  • ถ้ามี Resilience: เราจะมองความเปลี่ยนแปลงเป็น "โอกาสเรียนรู้" แม้จะกังวลหรือกลัว แต่เราจะไม่ปล่อยให้อารมณ์เหล่านั้นหยุดการเติบโตของเราค่ะ

5 นิสัยของคนที่มี Resilience สูง
  1. อยู่กับความเป็นจริง: ไม่เสียเวลาปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่โฟกัสกับสิ่งที่ยังควบคุมได้แทนนะจ๊ะ
  2. มองปัญหาเป็นบทเรียน: ความผิดพลาดไม่ใช่ตัวบอกว่าเราล้มเหลว แต่มันคือข้อมูลไว้ปรับปรุงต่างหากล่ะ
  3. จัดการอารมณ์ได้ดี: เครียดได้ เสียใจเป็น แต่ไม่ใช้อารมณ์ชั่ววูบในการตัดสินใจเรื่องสำคัญนะคะ
  4. พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่: ไม่ยึดติดกับวิธีเดิม ๆ เมื่อโลกเปลี่ยน เราก็พร้อมปรับตามได้เลย
  5. กล้าขอความช่วยเหลือ: รู้ว่าไม่มีใครเก่งไปซะทุกเรื่อง และการขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยนะ
ลองดูตัวอย่างนี้กันหน่อย...
พนักงานสองคนโดนปฏิเสธโปรเจกต์เดียวกันจากลูกค้า
  • พนักงาน A: กลับมานั่งซึม คิดว่า "เราคงไม่เหมาะกับงานนี้" หลังจากนั้นก็กลายเป็นคนไม่กล้าเสนอความคิดเห็นอีกเลย
  • พนักงาน B: เสียใจเหมือนกัน แต่เลือกไปถามลูกค้าตรง ๆ ว่า "มีจุดไหนที่อยากให้ปรับปรุงเพิ่มมั้ย" แล้วนำ feedback นั้นมาแก้ไข และในที่สุดเขาก็ปิดการขายได้ในรอบถัดไปจ้า
ทั้งสองคนเจอเหตุการณ์เดียวกัน แต่ "วิธีคิด" ต่างกัน ทำให้ผลลัพธ์ในชีวิตการทำงานออกมาต่างกันมาก ๆ เลย

Resilience vs Growth Mindset (คู่หูที่ขาดกันไม่ได้)
สองคำนี้มักมาคู่กัน แต่หน้าที่ต่างกันนิดหน่อยนะจ๊ะ
  • Growth Mindset: คือความเชื่อว่า "เราพัฒนาตัวเองได้" ทำให้เรา อยากเรียนรู้
  • Resilience: คือความยืดหยุ่นที่ทำให้เรา "ลุกขึ้นใหม่เมื่อล้ม" ทำให้เรา ไม่ยอมแพ้ เมื่อการเรียนรู้นั้นยากค่ะ


7 วิธีฝึก Resilience ให้กลายเป็นนิสัย
ข่าวดีก็คือ ทักษะนี้ไม่ได้มาจากพรสวรรค์ แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถฝึกกันได้นะคะ!
  1. เปลี่ยนคำถามในหัว: จาก "ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับเรา" เปลี่ยนเป็น "เรื่องนี้สอนอะไรเราได้บ้าง"
  2. โฟกัสแค่สิ่งที่ควบคุมได้: เศรษฐกิจหรือความคิดคนอื่นเราแก้ไม่ได้ แต่ทัศนคติและการกระทำของเรา เราเลือกเองได้เลยจ้ะ
  3. ดูแลร่างกายให้ดี: สุขภาพกายกับสุขภาพจิตสัมพันธ์กันเสมอ นอนให้พอ ออกกำลังกายบ้าง สมองจะจัดการความเครียดได้ดีขึ้นมากเลยนะ
  4. ฝึกอยู่กับปัจจุบัน: ลดความกังวลถึงอนาคตที่ยังไม่เกิด และเลิกจมกับอดีตที่แก้ไม่ได้นะคะ
  5. สร้างสังคมแห่งการซัพพอร์ต: การมีเพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานที่รับฟัง จะช่วยให้เรามองเห็นทางออกใหม่ ๆ และไม่รู้สึกว่ากำลังสู้คนเดียวแล้วล่ะ
  6. มองความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา: ไม่มีใครไม่เคยผิดพลาด อย่าเอาความผิดพลาดครั้งเดียวมาตัดสินคุณค่าทั้งหมดของเราเลยนะจ๊ะ
  7. ซอยเป้าหมายให้เล็กลง: เจอปัญหาใหญ่ อย่าเพิ่งแก้ทีเดียวทั้งหมด ค่อย ๆ ทำไปทีละสเต็ปเล็ก ๆ ความสำเร็จเล็ก ๆ เหล่านี้จะคืนความมั่นใจให้เราเองค่ะ

องค์กรจะช่วยสนับสนุนได้อย่างไร?
Resilience ไม่ใช่ภาระของพนักงานฝ่ายเดียว แต่องค์กรควรสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" ให้เกิดขึ้นด้วยนะคะ เช่น
  • สร้างวัฒนธรรมที่กล้าลอง กล้าถาม โดยไม่ตัดเกรดหรือลงโทษเมื่อเกิดความผิดพลาด
  • มองความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
  • หัวหน้าทำหน้าที่เป็น "โค้ช" ที่คอยแนะนำ มากกว่าผู้สั่งการ
  • ใส่ใจสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ของคนทำงานอย่างจริงจัง

ในอดีต เราอาจมองหาคนที่ "เก่งที่สุด" แต่ในโลกยุคนี้ องค์กรกำลังมองหาคนที่ "พร้อมเรียนรู้และปรับตัวได้ไวที่สุด" กันทั้งนั้นเลยเนอะ

ชีวิตเราหลีกเลี่ยงพายุหรือความผิดหวังไม่ได้ สิ่งที่แยกคนสำเร็จออกจากคนอื่น จึงไม่ใช่จำนวนครั้งที่เราล้ม แต่คือ "วิธีที่เราลุกขึ้นสู้ใหม่" ต่างหากล่ะคะ 

มาฝึกยืดหยุ่นวันละนิด ยอมรับอารมณ์ตัวเอง แล้วค่อย ๆ ก้าวต่อกันนะคะ เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ไปได้ไกลในระยะยาว ไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือคนที่ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง แม้จะต้องล้มแล้วลุกอีกกี่ครั้งก็ตามค่ะ!

________________________


ผู้เขียน
ศุจินทรา วรแสน

ทีมที่ปรึกษาด้านการพัฒนาพฤติกรรม & วัฒนธรรมองค์กร
สนใจอยากสร้างวัฒนธรรมองค์กรดีๆให้เกิดขึ้นกับองค์กรคุณ ปรึกษาเราได้ที่ 

[email protected]
Line OA : IDEO Empowerment
https://www.ideoempowerment.com/TH/contact.html