Passion ไม่ใช่แค่เรื่องของคนเก่ง แต่เป็นเรื่องของคนทุกคน คุณก็มีได้!

เคยสังเกตมั้ยว่า ทำไมบางคนนั่งทำงานเดิม ๆ ได้ทุกวันแต่หน้าตาดูสดใส มีพลัง มีความกระตือรือร้น แถมยังพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา

ในขณะที่บางคน ต่อให้เคยรักงานนี้แค่ไหน วันหนึ่งกลับตื่นมาพร้อมความรู้สึกสะบักสะบอม ไม่อยากลุกจากเตียง และไม่รู้เลยว่ากำลังทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร

สิ่งที่ทำให้คนสองกลุ่มนี้ต่างกัน อาจไม่ใช่เรื่องของความเก่งกว่า การมีประสบการณ์มากกว่า หรือได้เงินเดือนสูงกว่าเสมอไป แต่อยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า “Passion” หรือแรงขับเคลื่อนจากข้างในที่ทำให้เราอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างด้วยความเต็มใจ

หลายปีมานี้ คำว่า Passion กลายเป็นคำฮิตติดปากในโลกการทำงาน องค์กรต่างพลิกแผ่นดินหาคนที่มี Passion ส่วนคนทำงานเองก็ออกตามหางานที่ตรงกับ Passion ของตัวเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว Passion ไม่ใช่สิ่งที่จะอยู่ยงคงกระพัน และไม่ได้เกิดขึ้นเองได้ตลอดเวลา

เพราะเอาเข้าจริง ต่อให้เป็นคนที่รักงานตัวเองจับใจ ก็มีวันที่ “หมดไฟ” ได้เหมือนกัน


Passion คืออะไร? แล้วทำไมคนทำงานต้องมี

Passion ไม่ได้แปลว่าคุณต้องหลงรักงานจนอยากทำมันตลอด 24 ชั่วโมง แต่มันคือความรู้สึกว่า งานที่ทำอยู่มีเป้าหมาย มีความหมาย และมีพลังที่จะส่งต่อผลลัพธ์บางอย่าง

คนที่มี Passion จะมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองทำ รู้ว่างานเล็ก ๆ ของเขาไปช่วยขับเคลื่อนทีม ลูกค้า หรือองค์กรอย่างไร พลังใจตรงนี้เองที่เป็นเหมือนเกราะกำบังชั้นดี เวลาเจออุปสรรคหรือเรื่องปวดหัวในออฟฟิศ พวกเขาเลยลุกขึ้นมาสู้ต่อได้ไวขึ้น  ไม่เหมือนคนที่ทำงานไปวัน ๆ เพื่อรอเวลาเลิกงาน

นอกจากนี้ Passion ยังส่งผลโดยตรงต่อไอเดียสร้างสรรค์และคุณภาพงาน เพราะเมื่อไหร่ที่เราอินกับอะไรสักอย่าง เราจะอยากเก่งขึ้น อยากลองทำอะไรใหม่ ๆ โดยที่หัวหน้าไม่ต้องมานั่งจ้ำจี้จำไชเลยด้วยซ้ำ

แต่อย่างที่บอก Passion มันมีวันแห้งแล้งได้ ถ้าเราไม่หมั่นเติมน้ำมันหรือดูแลให้ดี ไฟที่เคยลุกโชนก็เหลือแค่เถ้าถ่านได้ง่าย ๆ


สัญญาณเตือนเบา ๆ เมื่อ Passion เริ่มลอยหายไป

หลายคนเข้าใจผิดว่า การหมด Passion คือการเกลียดงานนั้นไปเลย แต่จริง ๆ แล้วอาการมันมักจะค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาเงียบ ๆ ผ่านเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น

  • เริ่มเบื่อกับงานที่เคยรู้สึกสนุก
  • ไม่มีกะจิตกะใจจะตื่นมาทำงาน
  • หลุดโฟกัสบ่อย นั่งเหม่อ รู้สึกว่าทุกอย่างกลายเป็นภาระหนักอึ้ง
  • งานก็ยังทำเสร็จตามสั่ง แต่ข้างในรู้สึกว่างเปล่า ไม่ยินดียินร้ายกับความสำเร็จ และเริ่มไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอีกต่อไป
ถ้าเราปล่อยให้ความรู้สึกเฉาแบบนี้สะสมไปเรื่อย ๆ มันจะพัฒนาไปสู่ภาวะ “Burnout” หรือหมดไฟในการทำงาน ซึ่งส่งผลกระทบยาวไปถึงสุขภาพกาย สุขภาพจิต และประสิทธิภาพการทำงานในที่สุด



อะไรคือสาเหตุที่ทำร้าย Passion ของคนทำงาน?

ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า การที่พนักงานหมด Passion ไม่ได้เกิดจากตัวเขาขี้เกียจหรือไม่อดทนเพียงอย่างเดียว แต่มันมี “สิ่งแวดล้อม” รอบตัวเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาด้วย

1. งานที่ทำเริ่มไร้ความหมาย
เมื่อไหร่ที่พนักงานรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่ฟันเฟืองที่ทำแต่งานรูทีน ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร ไม่เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ หรือรู้สึกว่างานนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตตัวเอง พลังใจที่เคยมีก็มักจะค่อย ๆ หดหายไป

2. มองไม่เห็นทางโต
ธรรมชาติของมนุษย์ชอบความก้าวหน้า อยากเก่งขึ้น อยากมีความรับผิดชอบที่ท้าทาย หรืออย่างน้อยก็อยากเห็นเส้นทางอาชีพ (Career Path) ที่ชัดเจน การต้องนั่งทำงานเดิมซ้ำ ๆ ปีแล้วปีเล่าโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มันเหมือนการยืนอยู่กับที่ในขณะที่โลกหมุนไปข้างหน้า

3. งานโหลดจนล้นมือ
ต่อให้รักงานแค่ไหน แต่ถ้าร่างกายถูกใช้งานหนักเหมือนหุ่นยนต์ ต้องแบกงานกองโต ไม่มีเวลาพักหายใจ แถมโดนกดดันตลอด 24 ชั่วโมง จาก Passion ก็กลายเป็นความเพลียสะสมจนอยากหันหลังให้ได้ง่าย ๆ

4. สังคมการทำงานที่ Toxic
ประโยคที่ได้ยินกันบ่อย ๆ อย่าง “คนเรามักจะสมัครงานเพราะตัวองค์กร แต่ลาออกเพราะหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน” บรรยากาศในออฟฟิศมีผลต่อใจมาก ถ้าหันไปทางไหนก็เจอแต่ความขัดแย้ง ความระแวง หรือการเมืองในที่ทำงาน ต่อให้เนื้องานจะสนุกแค่ไหน ก็ยากที่จะรักษาความรู้สึกดี ๆ เอาไว้ได้

5. ทำดีแทบตาย แต่ไม่มีใครเห็นค่า
คงไม่มีใครต้องการคำชมเชยเช้าเย็น แต่ทุกคนต้องการ “การรับรู้” ว่าความทุ่มเทของพวกเขามันมีความหมาย การทำงานเต็มที่แล้วได้แต่ความเงียบกลับมา ไม่มี Feedback ไม่มีคำขอบคุณ หรือผลตอบแทนไม่ตอบโจทย์ มันทำให้เกิดคำถามในใจว่า “แล้วเราจะเหนื่อยไปเพื่ออะไร?”


องค์กรจะช่วยโอบอุ้ม Passion ของพนักงานได้อย่างไร?

เรื่องของ Passion อาจดูเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่จริง ๆ แล้ว องค์กรมีส่วนสำคัญมากในการสร้าง “ดินและน้ำ” ที่ดีเพื่อให้ Passion ของพนักงานเติบโต
  • ชี้เป้าให้ชัด เคลียร์ให้เคลียร์: บอกให้พนักงานรู้ว่าบริษัทกำลังจะเดินไปไหน และงานที่พวกเขาทำอยู่นั้นสำคัญต่อภาพใหญ่ยังไง เพื่อให้เขาภูมิใจว่าเขาคือหนึ่งในเบื้องหลังความสำเร็จ
  • เปิดพื้นที่ให้เรียนรู้และโตไปด้วยกัน: การส่งพนักงานไปเทรนนิ่ง มอบหมายโปรเจกต์ใหม่ ๆ หรือมีระบบโค้ชชิ่ง ไม่ใช่แค่การเพิ่มสกิลทำงาน แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า “บริษัทอยากเห็นคุณเติบโตนะ”
  • ให้ความยืดหยุ่น ยึดผลงานเป็นหลัก: คนทำงานยุคนี้ใส่ใจเรื่อง Work-Life Balance มาก องค์กรที่เคารพเวลาส่วนตัว ยืดหยุ่นเรื่องเวลาทำงาน และวัดกันที่ผลลัพธ์จริง ๆ จะช่วยลดความเครียดและสร้างแรงจูงใจได้ดีกว่า
  • เอ่ยคำชมและขอบคุณให้เป็นเรื่องปกติ: คำชมสั้น ๆ หรือ Feedback ที่จริงใจและสร้างสรรค์ มีพลังขับเคลื่อนสูงมาก มันทำให้พนักงานรู้สึกว่าหัวหน้าและองค์กรเห็นหัวใจและความตั้งใจของเขา
  • สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและเป็นมิตร: ออฟฟิศไม่จำเป็นต้องหรูหราแบบบริษัทเทคระดับโลก แต่ควรเป็นพื้นที่ที่คุยกันได้ตรง ๆ ผิดพลาดแล้วช่วยกันแก้ไข ไม่ใช่ซ้ำเติม บรรยากาศที่เป็นมิตรจะทำให้พนักงานอยากตื่นมาเจอเพื่อนร่วมงานในทุก ๆ วัน


แล้วถ้าคนทำงานเริ่มรู้สึกว่า "ไฟเริ่มมอด" ควรทำอย่างไร?

แม้บริษัทจะมีส่วนช่วย แต่ตัวเราเองก็ต้องเป็นคนคอยเช็กเตือนและปฐมพยาบาลใจตัวเองด้วยเหมือนกัน

ลองหยุดนิ่ง ๆ แล้วกลับมาถามตัวเองดูว่า “อะไรคือสิ่งที่เราเคยทำแล้วมีความสุขในงานนี้? จุดแข็งของเราอยู่ตรงไหน? และตอนนี้อะไรกันแน่ที่กำลังขโมยพลังงานของเราไป?”

บางที ปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวงานทั้งหมด แต่อาจเป็นแค่บางกระบวนการ หรือบางช่วงเวลาที่เหนื่อยเกินไป การลองเปลี่ยนมุมมอง ตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ในแต่ละวัน เข้าไปคุยกับหัวหน้าตรง ๆ เพื่อขอสลับไปจับโปรเจกต์ใหม่ ๆ หรือเรียนรู้ทักษะที่ไม่เคยทำ ก็อาจช่วยจุดประกายความตื่นเต้นให้กลับมาได้

ที่สำคัญที่สุดคือ อย่าลืมใจดีกับตัวเอง กินอิ่ม นอนหลับ แบ่งเส้นแบ่งเวลา ระหว่าง “งาน” กับ “ชีวิตส่วนตัว” ให้ชัดเจน เพราะร่างกายที่ล้า...คิดยังไงก็คิดเรื่องบวกไม่ออก


Passion ไม่ใช่ไฟที่ต้องลุกโชนท่วมหัวตลอดเวลา

เรามักจะเข้าใจผิดว่า คนมี Passion ต้องเป็นคนที่กระโดดโลดเต้น ตื่นเต้นกับงานในทุกวินาที ซึ่งในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครมีพลัง 100% ได้ทุกวัน

บางวันเราอาจจะเหนื่อย บางสัปดาห์อาจจะเบื่อ หรือบางช่วงอาจจะตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรามาทำอะไรที่นี่... ซึ่งทั้งหมดนี้คือเรื่องธรรมดามาก ๆ ของชีวิตคนทำงาน

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามเบ่งพลังให้ไฟลุกโชนตลอดเวลา แต่คือการรู้เท่าทันตัวเองว่าตอนนี้พลังเราอยู่ขีดไหน รู้จักวิธีเติมเชื้อไฟให้ตัวเองทีละนิด และสร้างสภาพแวดล้อมรอบตัวไม่ให้ไฟนั้นดับลงไป

จำไว้ว่า Passion ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ทำให้เราทำงานอย่างมีความสุขในวันนี้ แต่มันคือแรงขับเคลื่อนระยะยาวที่จะพา ทั้งตัวเรา และองค์กร เติบโตไปข้างหน้าด้วยกันอย่างยั่งยืน

________________________


ผู้เขียน
ศุจินทรา วรแสน

ทีมที่ปรึกษาด้านการพัฒนาพฤติกรรม & วัฒนธรรมองค์กร
สนใจอยากสร้างวัฒนธรรมองค์กรดีๆให้เกิดขึ้นกับองค์กรคุณ ปรึกษาเราได้ที่ 

[email protected]
Line OA : IDEO Empowerment
https://www.ideoempowerment.com/TH/contact.html