Corporate Culture & Core values Consulting
สร้างพฤติกรรมพนักงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายความสำเร็จขององค์กรและคงไว้ซึ่งความสุขในการทำงานอย่างลงตัว
เราคือนักสร้างวัฒนธรรมการทำงานอย่างมีความสุข (Happiness Culture) สร้างความสำเร็จที่ยั่งยืนให้องค์กร ด้วยโปรแกรม People Development ที่ผ่านงานวิจัยระดับสากลการันตีผลลัพธ์อย่างแท้จริง
เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เห็นความเปลี่ยนแปลงหลังการเข้าโปรแกรมชัดเจนเป็นรูปธรรม
เราคือนักสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้วย ทักษะ Soft & Hard Skills
• ผู้นำด้านการปรับ Mindset แบบเห็นผล
• ผู้เชี่ยวชาญด้านจัดการอารมณ์ ที่สร้างพนักงาน EQ ดีแบบเห็นเป็นตัวเลขชัดเจน
• ตัวจริงด้านการพัฒนาความสัมพันธ์ในองค์กร ให้องค์กรไทยไร้ดราม่า ลดอัตราการลาออก วัดผลได้
เป็นสถาบันแรก และสถาบันเดียวในประเทศไทยที่ใช้ศาสตร์ของ Theatre Activities ผสมผสานกับ Positive Psychology ในการถ่ายทอดกระบวนการ ทำให้ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหาง่าย ผ่อนคลายในการเรียนรู้ และนำไปปฏิบัติใช้หน้างานได้ จึงเป็นโปรแกรมที่คุ้มค่า คุ้มเวลาอย่างแท้จริง
IDEO EMPOWERMENT จัดตั้งโดยครูเปิ้ล สุดารัตน์ ศิริวรางกูร ที่ปรึกษาด้าน Soft & Hard Skills ระดับแนวหน้าของไทย
สร้างพฤติกรรมพนักงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายความสำเร็จขององค์กรและคงไว้ซึ่งความสุขในการทำงานอย่างลงตัว
แผนพัฒนาบุคลากรที่ตอบโจทย์ Vision Mission และเน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างยั่งยืน ด้วย Class เรียนด้าน Soft skills...
สร้าง Engagement ให้กับพนักงานด้วย Flexi Benefits หรือระบบสวัสดิการยืดหยุ่น เพื่อดึงดูดคนเก่งให้มาทำงานในองค์กรด้วยผลตอบแทนที่...
ดูแลสุขภาพจิตใจพนักงานในองค์กรให้ Healthy ทั้งป้องกัน ฟื้นฟู ดูแล บำบัด ให้พนักงานมีความสุขปลุกไฟในการทำงาน แบบวัดผลได้...
โปรแกรมสร้าง Productivity Mindset สู่ Behavior change จนเปลี่ยนเป็นนิสัยใหม่ New Habit ในการทำงาน ให้งานเสร็จเร็วขึ้น...
เรียนหลักสูตร online แบบ Interactive เสมือนได้เรียนในคลาสจริง ได้ผลลัพธ์เหมือน face to face แต่เลือกเวลา สถานที่เรียนที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้
ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน คำว่า “การเปลี่ยนแปลง” ดูจะเป็นคำที่เบาเกินไปเมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เพราะเรากำลังอยู่ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรง (Disruption) ที่ทุกอย่างหมุนไวและไม่แน่นอน การที่องค์กรจะก้าวข้ามผ่านสมรภูมินี้ไปได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือทุนทรัพย์เพียงอย่างเดียว
ในหลายองค์กร การสร้างวัฒนธรรมมักถูกมองว่าเป็นเรื่องนโยบาย หรือค่านิยมติดผนัง แต่ Richard Branson ชี้ให้เห็นว่า หัวใจของวัฒนธรรมจริง ๆ อยู่ที่ความรู้สึกของพนักงานในทุก ๆ วัน
ในโลกธุรกิจ เรามักจะตามหา "Star Player" หรือหัวกะทิที่มีพรสวรรค์โดดเด่นมาร่วมทีม เพราะเราเชื่อว่าคนเก่งจะพาทีมไปสู่ชัยชนะ แต่ก็มีหลายครั้งที่เราพบว่า องค์กรที่เต็มไปด้วยคนเก่งกลับล้มเหลวในการทำโปรเจกต์ใหญ่
ในบริบทของการทำงานระดับสากล มีคำกล่าวว่า "ถ้าคนสองคนในห้องคิดเหมือนกันทุกอย่าง แสดงว่ามีหนึ่งคนที่ไม่จำเป็น" ความขัดแย้งจึงไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว แต่เป็นสัญญาณของความหลากหลาย หากเราสามารถบริหารจัดการมันได้ เราจะเข้าสู่ยุคใหม่ของการทำงานร่วมกันที่เรียกว่า Creative Collaboration
หลายคนมักมองว่า "วัฒนธรรมองค์กร" เป็นเรื่องนามธรรมหรือเป็นเพียงแค่สวัสดิการเก๋ ๆ ในออฟฟิศ แต่สำหรับ Gary Vee มันคือ เข็มทิศหรือกลไกหลักของธุรกิจ
“ทำไมบางองค์กรถึงอยู่รอดและเติบโตได้แม้ในภาวะวิกฤต ขณะที่บางองค์กรกลับล่มสลาย?” คำตอบไม่ได้อยู่ที่เพียงแค่ความแข็งแกร่งทางการเงินหรือขนาดของธุรกิจ แต่อยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า "Organizational Resilience"
วัฒนธรรมที่แข็งแรง คือวัฒนธรรมที่เปิดพื้นที่ให้พนักงานกล้าเสนอไอเดีย กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกมองว่าเป็นปัญหา หรือถูกลดคุณค่า
วัฒนธรรมองค์กรไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนามธรรม แต่เป็นพลังที่กำหนดวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีปฏิบัติต่อกันของคนในองค์กรในทุกวัน หากวัฒนธรรมแข็งแรงและสอดคล้องกับเป้าหมาย องค์กรจะเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
ในโลกธุรกิจ หลายองค์กรให้ความสำคัญกับผลประกอบการ กลยุทธ์ และการเติบโตทางตัวเลข แต่ Brian Kristofek ชี้ให้เห็นมุมมองที่ลึกไปกว่านั้น
คำพูดของ Henry Ford สะท้อนความจริงของการทำงานเป็นทีมได้อย่างชัดเจนและเหนือกาลเวลา โดยเฉพาะในโลกขององค์กรที่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนเก่งเพียงคนเดียว
ห้องประชุมในหลายองค์กร อาจถูกมองว่าเป็นเพียงพื้นที่สำหรับ “นัดคุยงาน” หรือ “ประชุมตามวาระ” ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในแต่ละสัปดาห์ แต่หากมองให้ลึกลงไป ห้องประชุมคือหนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อน ตัวตนและวัฒนธรรมองค์กรได้ชัดเจนที่สุด
ในหลายองค์กร ภาวะผู้นำมักถูกเข้าใจว่าเป็นการสั่งการ ควบคุม หรือทำให้ทีมสามารถทำตามได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ Ralph Nader กลับมองบทบาทของผู้นำในมุมที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน
เมื่อเราพูดถึง “วัฒนธรรม” (culture) มักนึกถึงสิ่งที่มองเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็น ภาษา การแต่งกาย อาหาร ขนบธรรมเนียม ซึ่งเป็นส่วนที่คนทั่วไปสังเกตได้ง่าย แต่ยังมีอีกมากมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง คือ ค่านิยม ความเชื่อ การรับรู้ ทัศนคติ และการตีความโลก
ในวงการธุรกิจ ชื่อของ Steve Jobs มักถูกจดจำในฐานะผู้นำที่เปลี่ยนโลกด้วยนวัตกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่แม้เขาจะเป็นบุคคลระดับตำนาน Jobs กลับย้ำเสมอว่า ความสำเร็จของ Apple ไม่ได้มาจากความสามารถของเขาคนเดียว หากเกิดจาก “ทีม” ที่ร่วมมือกัน
หลายปีที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำว่า “องค์กรแห่งความสุข” อยู่บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ และไม่ใช่เพราะมันเป็นเทรนด์ชั่วคราว แต่เกิดจากความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า พนักงานที่มีความสุข นั้นมีพลัง ผลงาน และความผูกพันสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
“วัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง” เกิดจากสิ่งที่คนในองค์กรทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นกิจวัตรและตัวตนร่วมกัน
ตำแหน่งผู้นำไม่ได้วัดจากจำนวนคำสั่งที่ให้ทีมทำ แต่สะท้อนจาก “คุณภาพของพนักงานที่เติบโตขึ้นเพราะผู้นำอยู่ตรงนั้น” นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แนวคิด Leader as Coach กลายเป็นหัวใจของวัฒนธรรมองค์กรสมัยใหม่ที่ไม่พึ่งพาการสั่งการ แต่พึ่งพาการ “พัฒนาและดึงศักยภาพของคน”
ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความไม่แน่นอน สิ่งที่ทำให้ Starbucks เติบโตจากร้านกาแฟเล็ก ๆ ในซีแอตเทิล กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ไม่ได้มีแค่รสชาติกาแฟหรือกลยุทธ์ทางการตลาด
ความซับซ้อนของงานสมัยใหม่ต้องอาศัยมุมมองหลากหลาย การตัดสินใจร่วมกัน และความเร็วที่มากกว่าที่คนเพียงหนึ่งคนจะรับไหว สิ่งเหล่านี้ทำให้ Collaboration หรือ “พลังของการร่วมมือ” กลายเป็น Superpower ของคนทำงานยุคใหม่อย่างแท้จริง
ในมุมมองของ Larry Senn เขามองว่า วัฒนธรรมไม่ใช่แค่งานหรือกิจกรรมหนึ่งที่ทำเพิ่มเข้าไปในปฏิทิน แต่เป็นพลังของทุกคนที่ทำให้ทุกสิ่งในองค์กรเดินหน้าได้จริง
วัฒนธรรมย่อมเกิดขึ้นเสมอจากพฤติกรรมของคนในองค์กร โดยเฉพาะจากผู้นำ ซึ่งมีอิทธิพลโดยตรงต่อการกำหนดบรรยากาศ ค่านิยม และพฤติกรรมที่กลายเป็นตัวตนขององค์กร
ในวันที่หลายองค์กรลงทุนกับการสร้างภาพลักษณ์ การตลาด หรือกลยุทธ์แบรนด์ แต่สำหรับ Tony Hsieh ผู้นำแห่ง Zappos บริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องความสุขในการทำงาน กลับมองว่า แบรนด์ที่แท้จริงขององค์กร คือ "วัฒนธรรม"
“Empathy” หรือความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น กลายเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้นำ ทีมงาน และองค์กรทั้งหมด เพราะ Empathy ช่วยให้การทำงานเป็นมากกว่าแค่บทบาทหน้าที่ และสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจ ความร่วมมือ และการสนับสนุนกันอย่างจริงใ
ในยุคที่องค์กรต่างพยายามสร้างโครงสร้าง ระบบ และนโยบายเพื่อควบคุมการทำงาน แต่ Brian Chesky กลับมองต่างออกไป เขาเชื่อว่า “ยิ่งวัฒนธรรมแข็งแรงเท่าไร ยิ่งไม่จำเป็นต้องมีกฎมากเท่านั้น”
ในยุคที่ “คนทำงานหมดไฟ” กลายเป็นเรื่องปกติ หลายองค์กรพยายามแก้ด้วยสวัสดิการและกิจกรรมคลายเครียด แต่หาก “วัฒนธรรมองค์กร” ยังเต็มไปด้วยความกดดันและไม่เข้าใจกัน ปัญหานี้ก็จะไม่มีวันหายไป
เมื่อโลกการทำงานถูกพลิกโฉมโดยสถานการณ์ COVID-19 หลายองค์กรเริ่มตระหนักว่า “การเข้าออฟฟิศทุกวัน” อาจไม่ใช่รูปแบบเดียวที่เหมาะกับยุคนี้อีกต่อไป
เมื่อเจนต่างกัน ไม่ได้หมายความว่าเข้าใจกันไม่ได้ เพราะหัวใจของการทำงานร่วมกัน คือ “การเข้าใจ ไม่ใช่การเหมือนกัน”
ในยุคที่โลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว องค์กรไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องสินค้า บริการ หรือเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่ “วัฒนธรรมองค์กร” เป็นหัวใจของความสำเร็จที่ยั่งยืนขององค์กรยุคใหม่
ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสำเร็จระยะยาว และเสริมสร้างพฤติกรรมที่องค์กรอยากจะมุ่งไป
Digital Leadership คือ ภาวะผู้นำที่สามารถใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และนวัตกรรม มาขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล